Jinnipar 的个人资料जिंनिपर चोचम्नं照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
9月29日 อยากเป็นคนรู้ใจแหม วันนี้ตั้งชื่อ สื่อให้คนตีความผิดจังเลย
ก็ต่อจาก ลป.(ลืมไป) จากบล็อกที่แล้วแหละ
"อยากเป็นคนรู้ใจ"
(คนละความหมายกับ"อยากมีคนรู้ใจ" อันนั้นยังไม่คิดสั้นอยากมีแน่ๆ)
แล้วคนรู้ใจคืออะไรล่ะ
หมายถึงคนที่รู้ถึงจิตใจคนอื่นได้ไงล่ะ แต่ก็ออกจะต่างจากอ่านใจคนได้นิดหน่อย
คือไม่ถึงขนาดอ่านเป็นคำๆได้ว่า คนๆนั้นต้องการอะไร
ไม่เหมือนมองหน้า แล้วมีคำว่า "อยากกินสปาเกตตี้" โผล่มา
แต่เป็นคนที่รู้ว่า ถ้าวันนี้ทำสปาเกตตีอร่อยๆมา
จะมีความรู้สึกว่า "รู้ได้ไงอ่ะว่าอยากกิน" โผล่มา
หรือไม่ก็
"ดีดี"
"รู้ได้ไงอ้ะว่ากำลังจะทักเลย"
หรือไม่ก็รู้ว่า ถ้าทำอย่างนี้ คนนั้นจะมีความรู้สึกทาง + หรือ - อะไรอย่างนั้น
ไม่อยากเป็นคนอ่านใจคนอื่นได้ เพราะใจของคนไม่สมควรถูกล่วงรู้
แต่อยากเป็นคนรู้ใจ ที่รู้ทำอย่างนี้แล้ว คนๆนั้นจะชอบหรือไม่ชอบ
บางคนอาจจะชอบ อาจจะไม่ชอบก็ได้
ดังนั้น ชอบไม่ชอบให้ทำอะไร มาบอกกันตรงๆก็ได้นะ!
เพราะยังไม่ค่อยรู้ใจคน
บล็อกนี้เกิดจากจุดประกายเล็กๆ =w=
อัพบล้อกกี่วันครั้งดี ถึงไม่บ่อยเกินไป
9月28日 ใส่ใจในรายละเอียด"ทำไมต้องพับปลายลวดเย็บกระดาษก่อนทิ้งอย่างนั้นล่ะ"
"คนเก็บขยะจะได้ไม่บาดเจ็บเพราะเหยียบถูกไง"
"อืม..."
"คนเก็บขยะมีบุญคุณต่อพวกเรามากนะ ทั้งช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ลดโลกร้อนด้วย อะไรที่ช่วยเขาได้ก็น่าจะช่วย"
+
"ทำไมต้องทุบกระป๋องปลาซาร์ดีนก่อนทิ้งล่ะ"
"มันจะได้ไม่คมไง เผื่อหมาแมวจรจัดมาคุ้ยอาหารเจอ จะได้ไม่ถูกบาด"
++
"ทำไมต้องเสียบที่คั่นหนังสือไว้ทุกๆเล่มเลยล่ะ อ่านค้างหรอ"
"เปล่า แต่มันเป็นวิธีที่จะทำให้ใครยืมได้อย่างเราสบายใจ เพราะเขาไม่ทำร้ายหนังสือของเรา ด้วยวิธีคั่นประหลาดๆแน่"
+++
**editเพิ่ม
"ทำไมกดลิฟท์ชั้น 7 ล่ะ ไปชั้น 6 ไม่ใช่หรอ"
"ก็คนนั้นเค้าจะไปชั้น 7 ไปชั้นเดียวกันจะได้ประหยัดไฟ แล้วค่อยลงบันไดเอา"
.
.
.
.
.
สิ่งเล็กๆน้อยๆอย่างนี้ จะมีซักกี่คนที่เห็น
อะไรบ้างที่เรามองข้ามไป
บางสิ่งที่เราคิดว่าไม่สำคัญ มันก็สำคัญ
อัพสั้นๆก่อน กำลังร่าเริงกับการสอบเสร็จ ฮะฮ่า~*
ลป1 ท็อป(ว) ชีวะ
ลป2 อยากเป็นคนรู้ใจ
ลป3 ปวดหลังชะมัดยาด -*-
ปล. บล็อกนี้เกือบทั้งหมด เป็นเหตุการณ์จริง
(อย่างเรื่องลิฟท์ เพิ่งไปอ่านเอาข้อมูลมาสดๆจากบล็อกแถวๆนี้ 55) 9月26日 ผมและคุณ "กริ๊ง~*"
เสียงกระดิ่งดินเผาสั่นไหวตามลมแรง
...ฝนจะมาแล้วสินะ...
มันทำให้ฉันนึกถึงใครคนหนึ่ง ที่พร้อมจะทำทุกอย่างให้ฉัน
แม้จะต้องตากฝนที่แสนเย็นชา เปียกชื้นและเหน็บหนาว
เขาก็ยินดี
"ซ่า~*"
เสียงฝนค่อยๆอ่อนลง
รุ้งกินน้ำจะมาไหมนะ
ทุกครั้งที่ผมเห็นรุ้งกินน้ำ
ผมจะนึกถึงเธอ...
เธอที่แสนสดใสกว่าสีสันของรุ้ง
แต่สูงกว่ารุ้ง ผมไม่เคยเอื้อมถึง
เขาเหมือนสายลม...มองไม่เห็นตัว
หรือเพราะฉันทำเป็นไม่เห็นกันนะ...
แต่ทุกครั้งที่เขามา ฉันจะรับรู้ได้
เขามาพร้อมความสดชื่น ไม่ก็ความอบอุ่น
เขานำความสุขมาให้ทุกครั้งไป
รุ้งงามบนฟ้า...จะมีทางใดไหมหนอ ที่ผมจะเอื้อมถึง
ผมอดทนรอให้ฝนที่เยือกเย็นกระหน่ำแสนนาน
เพื่อแวบเดียว...
วินาทีเดียวที่รุ้งกินน้ำแย้มยิ้มสดใส...ก็พอ
เขาคงคิดว่า ... ฉันไม่เคยเห็นเขา
แต่จริงๆแล้ว ฉันมีเขาอยู่เต็มหัวใจ
ผมรอวัน ที่รุ้งงามจะแย้มยิ้มให้ผมตลอดไป
แต่มันไม่มีทาง...ไม่นานฉันต้องจากไป
อย่ามาเจ็บปวดเพราะฉัน
หรือเพราะความทรงจำจากฉันเลย
แต่ผมรู้ รุ้งกินน้ำไม่มีวันอยู่ตลอดไป
แต่ความทรงจำดีๆเสี้ยวเดียว
ก็ทำให้ชีวิตอันว่างเปล่าดุจอากาศนี้
มีความหมายขึ้นอย่างมากมาย
~สายลมอันอบอุ่น โอบกอดรุ้งกินน้ำ ที่ค่อยๆจางหายไป~
"คุณรู้ไหม รุ้งมีอยู่ได้เพราะน้ำ(ใจ)จากอากาศ"
...เรื่องนี้ ไม่มีฉันและใครคนนั้น...
..มีแต่ผมและคุณ..
I see your true colors....Shining through~
~I see your true colors~
And that's why I love you
So don't be afraid to let them show
Your true colors~* ~True colors are beautiful, ...Like a rainbow...
เหอะๆ เรื่องนี้ เขียนตั้งแต่วันอาทิตย์ แต่วันจันทร์เป็นต้นมาสอบตลอด จะมานั่งอัพก็เกรงใจ ก็เหมือนเป็นตอนต่อจากบล็อกที่แล้วนะ ใครยังไม่ได้อ่านบล็อกที่แล้วก็ย้อนไปอ่านก็ดี ไม่ถนัดแนวน้ำเน่าซักเท่าไหร่ แต่คนเม้นดูถนัดกันจังเลย -*- ทำไมเวลาสอบมันมีอารมณ์อยากอัพบล็อกจังไม่รู้ ไม่นับบล็อกนี้ ก็มีอีกสามบล็อก (ภายในสามวันที่ผ่านมา) ไว้สอบเสร็จจะมาอัพ แต่ไม่ชอบร่างแล้วอัพเลย มันดูไม่สด ไปดีกว่า อ่านหนังสือต่อ~* 9月20日 ฉันและใครคนนั้นกาลครั้งหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อ ฉัน
ฉันไปชอบหญิงสาวคนหนึ่ง ชื่อ ใครคนนั้น
แน่นอนว่าใครคนนั้น ไม่เคยมองเห็นฉันอยู่ในสายตา
ฉันเหมือนเป็นก้อนหิน
ฉันเหมือนเป็นใบไม้
ฉันไม่เคยเข้าไปอยู่ในใจใครคนนั้น
.....
น้ำเน่าว่ะ แต่งไม่ไหวแล้ว
-จบ-
ใครก็ได้แต่งต่อทีดิ คิดไม่ออกไปทวนเลขดีกว่า พรุ่งนี้สอบเลข
(ช่วงนี้บล็อกงงๆ ไม่ค่อยมีสมาธิ ใกล้สอบอ่ะนะ)
(รหัสเนี่ยไม่มีไรหรอก บล็อกนี้ก็เหมือนไดอารี่เล็กๆ
ตรงที่อยากเป็นไดอารี่ส่วนตัว ก็เขียนเป็นรหัสให้เราอ่านได้คนเดียวเท่านั้นเอง
เผื่อกลับมาอ่านน่ะนะ)
.xenq lz ,erir4 rabt rfnryC
9月17日 นี่ฉันทำอะไรลงไป...ฉันกำลังทำอะไรอยู่...ฉันตั้งใจจะทำอะไร
ไม่!! ไม่นะ !! ฉันกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ไม่!! ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นเช่นนี้ ไม่!!! !!! !! ! ----------------------------- "อาจจะเป็นฉากเปิดเรื่องของเรื่องๆหนึ่ง แต่เป็นฉากจบของอีกหนึ่งเรื่องราว..." ----------------------------- ความโลภ ความกระหาย ความริษยา ความอาฆาต ความเห็นแก่ตัว ความเลว ความกดดัน ความหวาดกลัว ----------------------------- "อาจจะเป็นสาเหตุ หรืออาจจะเป็นผลลัพธ์" ----------------------------- ผู้ชาย ผู้หญิง คน สัตว์ สิ่งของ ----------------------------- "อาจเป็นผู้กระทำ หรือผู้ถูกกระทำ" ----------------------------- ฉัน ----------------------------- "อาจจะเป็นผู้เล่าเรื่องราว หรืออาจจะเป็นผู้รับฟัง" ----------------------------- ฉากจบและความรู้สึก ----------------------------- "อาจจะขึ้นอยู่กับเธอ"
.xpno fv ruf ,fjra qno (ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก ไม่ต้องพยายามอ่าน - -) 9月15日 มรณะสติ
หากข้าพเจ้ามีโอกาสรับรู้ล่วงหน้าว่า “ข้าพเจ้าจะมีเวลาอยู่บนโลกใบนี้ได้เพียงเจ็ดวัน” โลกนี้คงแทบเหมือนหยุดหมุนไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยมีแต่ความรีบเร่ง แข่งขันกันรอบกาย คงแปรเปลี่ยนไปเป็นความสงบ ไม่มีความจำเป็นต้องแข่งขันกันอีกต่อไปแล้ว...สิ่งที่เราเคยไขว่คว้า มองเห็นได้ว่าเป็นเพียงสิ่งมายา ติดตัวเราไปไม่ได้ เลิกยึดติดกับสิ่งทั้งหลาย มีการเกิดมา ย่อมมีจากไป “โลกนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะมีเราคงอยู่หรือไม่” เลิกความคิดที่คิดว่าตนเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลก ข้าพเจ้าจะทำใจให้พร้อมกับการไปสู่โลกแห่งใหม่ ...ที่ไม่รู้ว่าจะมีสิ่งใดคอยอยู่
วันแรก ข้าพเจ้าจะแจ้งข่าวนี้ให้ผู้คนใกล้ตัวรับรู้โดยสังเขป ถึงสาเหตุการตาย พร้อมทั้งกำชับมิให้ต้องเป็นห่วง อย่ายึดติดในตัวข้าพเจ้า รวมถึงอโหสิกรรมให้กันและกัน เลิกโกรธคนทุกๆคน โดยเฉพาะบุพการี ซึ่งค่อนข้างแน่นอนว่าท่านจะทำใจได้ยาก แต่ค่อยๆพูดให้ท่านรับรู้ก่อน จะทำใจง่ายกว่ามารู้หลังจากเสียชีวิตไปแล้ว ก่อนนอนกราบเท้าพ่อแม่และนอนหลับในอ้อมกอดท่าน หลังจากคุยถึงสิ่งต่างๆมามากมาย วันที่สอง ตื่นเช้ามาทำบุญใส่บาตร เดินทางไปจัดการบริจาคร่างกาย และจัดการเขียนพินัยกรรม หรือความปรารถนาอื่นๆที่คั่งค้างอยู่ เพื่อมิให้คนรอบด้านต้องลำบากหลังจากเราจากไปแล้ว เช่น หมายเลขบัญชีธนาคาร รหัสบางอย่างที่รู้เพียงคนเดียว ทรัพย์สินที่เก็บไว้ เป็นต้น จากนั้นลองไปบ้านเด็กอ่อนหรือโรงพยาบาล ดูการเกิด กว่าเราจะเกิดเป็นคน ยากเพียงไรหนอ...กว่าเราจะโตมา เหนื่อยเพียงใดหนอ... ยามค่ำคืนนอนหลับในอ้อมกอดพ่อแม่เช่นเดิม วันที่สาม ใส่บาตรตอนเช้า ไปพูดสิ่งต่างๆที่อยากจะพูด แต่ไม่เคยได้พูด กับหลายๆคน โดยเฉพาะคำว่า ขอบคุณ และ ขอโทษ หากมีโอกาส ไปทำงานอาสาสมัครมูลนิธิ เพื่อเก็บศพต่างๆ พลางนึกว่า คนจะตาย...ตายง่ายเหลือเกินหนอ เรายังมีโอกาสรู้ตัวก่อนตาย เราควรจะทำอะไรได้บ้าง ดีกว่าเราไม่รู้ตัวเลย แล้วมานึกย้อนเสียดายว่าเราควรทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ กลางคืนนอนในอ้อมกอดพ่อแม่เช่นเคย วันที่สี่ ใส่บาตรเช่นเดิม ช่วงสาย เขียนเรื่องราว ความรู้สึก ความรู้ หรือสิ่งต่างๆที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ หรือรับรู้มา ไว้บนอินเตอร์เนท เพื่อให้มันคงอยู่ตลอดไป และจัดการเก็บข้าวของต่างๆของตน ในส่วนที่ไม่สามารถใช้ได้ ไม่มีโอกาสได้ใช้ นำไปบริจาคตามที่ต่างๆ ไปวัดเพื่อนั่งสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ อาจพาพ่อแม่ไปด้วย เพื่อทำใจไปพร้อมกัน นอนหลับในอ้อมกอดของพ่อและแม่ วันที่ห้า ตื่นเช้ามาใส่บาตร ทำสมาธิ ใช้เวลาเดินเล่นไปตามที่ต่างๆ มองความเป็นไปของโลกอันวุ่นวาย เพื่อเปรียบเทียบกับความเงียบสงบ อาจใช้เวลาช่วงบ่ายนั่งครุ่นคิดจิบชา พร้อมกับมองสิ่งรอบตัว มองความวุ่นวายที่เราเคยไปติดหลงวนเวียน งมงายอยู่เช่นนั้น เราจะได้เลิกวุ่นวาย เราจะได้สงบเสียที นอนหลับในอ้อมกอดของแม่เมื่อเวลาค่ำคืนมาถึง วันที่หก ใส่บาตร จากนั้นไปสนทนาธรรม ถึงการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ใช้เวลาทั้งวันในวัด...สถานที่อันแสนสงบ มื้อค่ำรับประทานอาหารแสนอร่อย...มื้อสุดท้าย ร่วมกับทุกคนในครอบครัว แล้วนอนหลับ วันสุดท้าย....
วันนี้ถึงแม้ว่าจะขึ้นว่าเป็นวันสุดท้าย แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงจุดเริ่มต้น...จุดเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆที่ยังไม่มีใครสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ หลังจากใส่บาตรในช่วงเช้า ก็เดินทางไปสวนสาธารณะสงบๆสักแห่งหนึ่ง พูดคุยถึงเรื่องในอดีต สิ่งที่ยังตกค้างอยู่ในใจ ปรับความเข้าใจกันเป็นครั้งสุดท้าย ช่วงบ่ายเดินทางไปโรงพยาบาล ที่ข้าพเจ้าได้แจ้งความประสงค์บริจาคร่างกายไว้ (เพื่อประหยัดค่าขนส่ง เดินทางมาทั้งยังเป็นๆน่าจะสะดวกกว่าสิ้นใจแล้ว) บอกลาพ่อแม่ อโหสิกรรมครั้งสุดท้ายเพื่อยามราตรีเคลื่อนเข้ามา อยู่ตามลำพังกับหมู่ดาวบนฟ้า ณ ดาดฟ้าโรงพยาบาล เพื่อนั่งสมาธิ และสิ้นใจไปพร้อมกับการนั่งสมาธิเช่นนั้นเอง...นั่งสมาธิเพื่อความสงบ และไม่ประสงค์จะลืมตามาดูโลกอันวุ่นวายอีกแล้ว...นิจนิรันดร์
(แนบมาด้วย:จดหมายลาไปสงบ)
คุณพ่อคุณแม่ที่รัก...
พ่อแม่รักลูกรู้ ปานใด แต่ลูกจำต้องไป บ่พ้น ใครฤๅจักหลีกได้ ความตาย พระคุณท่านท่วมท้น ห่อนแก้ ทดแทน
พ่อแม่จ๋าครานี้ลูกต้องไปแล้ว ตัวลูกแก้วลาไกลต้องไปลับ ไม่อาจหลีกเลี่ยงพ้นชีพจะดับ พระคุณท่านคณานับไม่อาจแทน ลูกดีใจเกิดมาในภพนี้ บุพการีมีคุณอยู่นับแสน เลี้ยงข้าวน้ำความรักมิขาดแคลน หามีใครเหมือนแม้นท่านกระทำ พระคุณท่านชาตินี้แทนหมดไม่ รักสุดใจท่านแลดูอุปถัมภ์ ขอใบบุญท่านจงช่วยหนุนนำ ให้ท่านไร้ทุกข์ช้ำโศกอาดูร ลูกขอโทษทุกสิ่งที่ผิดพลาด ลูกไม่อาจแก้ไขสิ่งเสื่อมสูญ ลูกขอบคุณทุกสิ่งที่เกื้อกูล ลูกจากไปอย่าอาดูร.....ลูกไปดี ปรารถนาอยู่เป็นภพสุดท้าย ขอจากไปอยู่ภพแห่งสุขศรี คือนิพพานลูกอยากไปให้ถึงดี แต่ไม่มีโอกาส ไม่เป็นไร ชาติภพนี้บุญน้อยต้องไปแล้ว ชาติภาพหน้าอย่าแคล้วมาเจอใหม่ ขอเป็นลูกทั้งสองท่านทุกชาติไป ตราบจนชาติสุดท้ายคือนิพพาน
รักคุณพ่อคุณแม่เหลือเกล้าเกินชีวา ลูก... นี่ก็งานตามเคยแหละ วิชาพุทธศาสนา
ให้เขียนว่า ถ้าคุณรู้ว่าอีก 7 วันจะตาย คุณจะทำอะไรบ้าง น้ำเน่าไปมะ? 9月13日 มดกัด...เจ็บกว่าแมวข่วน
"โอ๊ย!! คันจังเลย" "เป็นอะไรหรอ" "มดกัด...มดกัดมันเจ็บกว่าแมวข่วนอีกนะ" "ทำไมล่ะ" "ก็แมวข่วนมันแค่แสบๆ ใส่ยาก็หาย แต่มดกัดมันเจ็บๆคันๆ เกาแล้วบวมด้วยอ้ะ" "อ๋อ มดคันใจอ่ะนะ" "..." "โดนมดคันใจกัด มิน่า เลยเจ็บกว่าแมว" "คันไฟเหอะ" "ฮะๆ กว่าจะแก้" "-_-" " "มดคันไฟกัด เธอคันหลัง ฉันคันใจ" "คันไหล่ตะหาก -*-" "งั้นเอาใหม่ ... โดนมดคันไฟ เธอคันไหล่ ฉันคันใจ " "คันไหล่เกาง่าย คันใจทำไงดี" "แก้ยากเหมือนกัน...." "..." "เกาเหลา อาจจะช่วยได้ -_-'" "(คิดไปได้)" "แล้วคันใจแก้ไงสรุป" "เอาน้ำร้อนราด ฆ่าเชื้อเลย" "ตัดหัวทิ้งเลยละกัน" "แมลงสาบตัดหัวก็ยังมีชีวิตได้ ราดน้ำร้อนถูกแล้ว" "อี๋" "โอ๊ย คันๆๆ" "เอาไม้เกาใจไหม" . . . "ไหนล่ะ" "[---------->]" "ปักลงไปตรงๆนะ เพิ่งไปยืมคิวปิดมาเลย " "แล้วจิตใจมันอยู่ตรงไหนล่ะ ปักไม่ถูก" "ไปได้ทุกที่เลย" "เวลามองตากัน จิตใจจะอยู่ที่ตา เวลาพูดกัน มันจะวิ่งไปที่ปาก เวลานอนหลับ มันจะไปอยู่ที่หัวให้ฝันถึงกัน เวลาเจอกัน บางครั้งก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว" "มิน่าล่ะ...มิน่า.... ความรักทำให้คนตาบอด เพราะศรคิวปิดไปปักตา ความรักทำให้คนปากหวาน เพราะศรเคลือบความหวานละมุน ความรักทำให้คนฝันดี เพราะศรไปทำลายฝันร้าย ความรักทำให้ใจไม่อยู่กับตัว เพราะถูกศรติดปีกดึงไปเที่ยวไกลแสนไกล"
"ว่าแต่ตอนนี้ ใจของเธออยู่ที่ไหนกันนะ"
เกลียดมดคันไฟสุดๆ -*-
*picture from deviantart.com
*credit story by Mr. Carrotsoup 9月10日 พุทธศาสนสุภาษิต ครานั้น ยังมีเศรษฐีผู้หนึ่ง นามว่า กรรณะเศรษฐี เป็นผู้มีความหมั่นเพียร เศรษฐีมีบุตรผู้หนึ่ง นามว่ากรรณบุตร
ทว่ากรรณบุตรหาได้เก่งกาจเช่นบิดา เขาเป็นผู้ขลาดและพูดน้อย ดุจกลัวดอกพิกุลหลุดร่วงจากปาก แม้มีปัญหาใด เขาก็ไม่ใคร่ถาม จมตนไว้กับข้อแคลงใจนั้นเอง การเล่าเรียนศึกษาจึงไม่ได้ผลดีนก แต่อีกนัยหนึ่ง ความรอบคอบขอบกรรณบุตรผู้นี้กลับมีเยี่ยมยดกว่าเด็กใดในรุ่นราวเดียวกัน
ยังมีเด็กชายอีกผู้หนึ่ง นามว่าโสตตะ อาศัยอยู่ ณ เมืองข้างเคียงกับกรรณบุตร โสตตะเป็นเด็กช่างพูดเจรจา หากแต่ขาดกาลเทศะ สร้างความรำคาญแก่อาจารย์ เหตุเพราะโสตตะมีหทัยรุ่มร้อน ขาดความสุขุมรอบคอบเป็นปัจจัย
ต่อมาวันหนึ่ง กรรณะเศรษฐี เดินทางมาค้าขายยังเมืองใกล้เคียงนั้น กรรณบุตรติดตามาเพื่อเรียนรู้วิถีวานิชจากบิดา
ครั้นค้าขายเสร็จได้กำไรงาม ตั้งใจจะกลับ เกิดเหตุโรคระบาดขึ้นในบ้านเมืองเดิมที่ตั้งใจจะกลับไป เศรษฐีจำต้องพัก ณ ที่นี่จนกว่าโรคระบาดนั้นจะคลี่คลายลงไป
อันว่าโรคระบาดในยุคนั้น ไม่สามารถหยุดยั้งได้โดยง่าย มีเพียงรอกาลเวลาชำระล้างไป ซึ่งเนิ่นนานนับปี
ระหว่างนั้น กรรณะเศรษฐีจึงนำบุตรไปฝากเรียนกับอาจารย์ เพื่อเรียนวิชาไปพลาง เหตุนี้เอง เด็กทั้งคู่จึงได้พบกัน
กรรณบุตรเฝ้าสังเกตโสตตะ ในการซักถามประเด็นข้องใจต่างๆ จนความขลาดกลัวเริ่มจางหาย เรียนรู้ที่จะถาม จนนำความกระจ่างมาสู่ตนได้
ฝ่ายโตตะ เมื่อคบหากรรณบุตร ก็ถูกห้ามปรามความเรงร้อน รู้จักการใช้สติใคร่ครวญมาก บ่อยเข้าก็เกิดเป็นนิสัยดี หาใช่ไร้แก่นสารดังกาลก่อน
บัดนี้ เด็กทั้งสองพบผู้ที่ดีกว่าตนในด้านที่ตนขาด และเลือกคบอย่างฉลาก็ย่อมปรับตนให้ดีตามมิตรสหาย
ดังพุทศาสนสุภาษิตที่ว่า เสฏฺฐมุปคมญฺจ อุเปติ ขิปฺป (เมื่อคบคนดีกว่า ตนก็ดีขึ้นมาทันที) นั้นแลฯ
*หมายเหตุท้ายเรื่อง เรื่องนี้เกิดจากจินตนาการ ตัวละคร สถานที่ ไม่มีอยู่จริงค่ะ
นี่เป็นงานวิชาพุทธศาสนาอ่ะนะ ให้หาพุทธศาสนสุภาษิต แล้วแต่งนิทาน แต่แต่งธรรมดาก็เบื่อใช่ม้า หนู นก หมา แมว ลิง บลาๆๆ เลยลองแต่งให้มันมีกลิ่นอายโบราณๆ ดูอินเดียนิดๆดู สำเร็จมั้ยเนี่ย -*-
9月7日 จุดจบเพื่อจุดเริ่มต้นฉัน นอนแช่อยู่ในสิ่งสกปรกโสมม ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้
ย้อนกลับไปไม่กี่นาทีก่อน ฉันยังอยู่ในสถานที่อันอบอุ่นแต่มืดทึบ
ไม่มีแสงใดๆส่องผ่านมาได้
แต่ทันทีที่ฉันพบแสงสว่าง
กลับเป็นที่ๆแสนโสโครก ที่ฉันอยู่ ณ ปัจจุบันนี้
แย่เสียจริง
ฉันก้มลงมองตัวเอง ฉันตกใจมาก
หลังจากผ่านอุโมงค์อันแสนยืดยาว ฉันกลับเปลี่ยนไป
ฉันย้อนนึกถึงชั่วโมงก่อน
ฉันนอนแช่ในห้องอันใหญ่โต เต็มไปด้วยกลิ่นอาหารคละคลุ้ง
ตัวฉันเองเหมือนถูกขัดผิว ให้เล็กลงๆ
แล้วสติฉันก็วูบดับไป
ก่อนหน้านั้นฉันถูกพาผ่านอุโมงค์อีกแห่ง
น่ากลัวเหลือเกิน
ปากทางเข้าอุโมงค์มีหินงอกหินย้อย และแผ่นดินไหวไปมา
ราวกับจะสับร่างฉันเป็นชิ้นๆ
ในที่สุดฉันก็ลื่นตกไปในหลุมอันเหนอะหนะ
โอ...ร่างกายของฉันก่อนที่จะเข้าสู่อุโมงค์ เคยมีสีสันสวยสด
แดงดุจสีดวงอาทิตย์ยามเย็นเลยทีเดียว
ฉันนึกถึงคราที่เคยอยู่กับพี่น้อง
ก่อนที่จะถูกพรากมาจากบ้าน
แล้วมาแออัดเบียดยัดเยียดในกองผู้คนร่วมชาติร่วมพันธุ์
จนในที่สุด ต้องเข้าไปในอุโมงค์นรกนี่!
ฉันคิดถึงพี่น้องเหลือเกิน
ทุกคนตัวพอๆกัน ราวกับถูกเลี้ยงอย่างยุติธรรม
ฉันเคยอยู่ในป่าที่มีเสียงไนติงเกลขับร้อง
เราโอนไหวตามลม
มันเป็นการละเล่นที่สนุกทีเดียว
ครั้งที่ฉันยังเด็กๆ แรกรุ่น
ยามดอกไม้ผลิบาน
ฉันเป็นคนสวยทีเดียว
เหล่าแมลงน้อยใหญ่มารุม
เมื่อฉันยังอยู่ในวัยเด็ก
ฉันจำได้ว่าหยาดฝนแรกที่กระทบร่าง
ช่างเยือกเย็นและชื่นฉ่ำใจ
และสุดท้าย...ฉันจำได้แล้ว
ฉันเคยผ่านอุโมงค์เดียวกันนั้นมาก่อน
เคยกลิ้งในกองสิ่งสกปรก
ยามฉันเป็นทารกที่อายุน้อยที่สุด
ฉันกำลังจะกลับไปสู่จุดเริ่มต้นนั้นหรือเปล่านะ
ร่างกายของฉัน ถูกดูดไหลวนลงไปตามน้ำ
ทำไมล่ะ...
ไม่เหมือนเดิมนี่นา
หรือฉันจะไม่มีโอกาสมีชีวิตต่อไปแล้ว...
ชีวิตสั้นๆของแอปเปิลผลหนึ่ง จบแค่นี้ใช่ไหม
เริ่มจากมูลสัตว์ จบที่มูลสัตว์
...เท่านั้นเอง...
อ่านแล้วเข้าใจมั้ยเนี่ย -*- ลองแต่งเรื่องจากจุดจบย้อนไปจุดเริ่มต้นดูอ่ะนะ
จริงๆตอนนี้เวลาเรียน ทำงานหยู
แต่จะอัพ ใครจะทำไม 555+ 9月6日 ฝัน...ดีฉันตื่น
ลืมตามองโลกที่เป็นทรงป้านดุจผลส้มใบนี้
บิดขี้เกียจหนีความเมื่อยขบ
คิดทบทวนถึงความฝันเมื่อคืน
ที่ได้ไปอยู่ในโลกแห่งจินตนาการอันลึกล้ำ
"ถึงเวลากลับสู่โลกแห่งความจริงแล้วสินะ"
ฉันลุกจากเตียง ที่เป็นดุจประตูสู่โลกแห่งความฝัน
อาบน้ำชำระคราบความฝันเมื่อคืน
ไม่ใช่แค่สิ่งสกปรกจากหูตาจมูกปาก
แต่เป็นความคิด ที่ติดตรึงว่า ฝันเป็นความจริง
สายน้ำเย็นฉ่ำล้างมันออกไป
ดึงฉันสู่โลกแห่งความจริงเต็มตัว
ฉันใส่เครื่องแบบที่บอกว่าฉันเป็นใคร
และทำอะไรบนโลกนี้
ฉันใส่นาฬิกา
เพื่อผูกตัวเองเข้ากับกฎเกณฑ์ของโลก
ที่มีชื่อว่า"เวลา"
ฉันหยิบกระเป๋าเงิน
เพื่อผูกตัวเองเข้ากับบางสิ่ง
ที่คนส่วนใหญ่โหยหา แม้ต้องแลกด้วยหยาดเลือดและน้ำตา
บางที...อาจจะเป็นอำนาจ
หรือ "บางสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อความยุติธรรม แต่ถูกนำไปใช้อย่างไม่ยุติธรรม"
เปิดเครื่อง
ฉันผูกตัวเองติดกับสังคม
รอคืนนี้ก่อนนะ
ฉันภาวนาให้เวลาผ่านไปดุจติดปีก
ฉันรอที่จะเข้าสู่โลกอันพิสดาร
ที่ฉันไม่ถูกพันธนาการกับสิ่งใด
Zzz...นอกจากผ้าห่มหนึ่งผืน...zzZ
บางส่วนจากเหตุการณ์จริงเช้าวันที่ 5 กันยา
ที่พูดมาทั้งหมดก็คือ ขี้เกียจ ไม่อยากตื่นนั่นเอง -*- 9月4日 แครอทและฟักทองกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแครอทอยู่หัวนึง เป็นแครอทกำพร้า
"แครอทเกิดมาเพื่ออะไรกัน??" แครอทสงสัย
แครอทเกิดมาเพื่อให้มนุษย์กินเท่านั้นหรือ??
ถ้างั้น แครอทจะหาผู้ที่จะมากินตน เพราะมันเป็นหน้าที่ของแครอท
แครอทต้องถูกกินเพื่อไปช่วยบำรุงสายตา
มันเชื่อว่าถ้ามันทำเช่นนั้น เทียบกับคนก็คือได้บุญ
แครอทจึงเดินทางหาคนที่จะมากินมัน
แครอทเดินทางไปเจอเด็กคนหนึ่ง
"อยากกินฉันมั้ย"
"ไม่เอาล่ะ ฉันไม่กินผัก" เด็กน้อยตอบอย่างไม่ใยดี
แครอทเดินคอตกจากไป
แครอทไปตามที่ต่างๆ เพื่อจะหาคนกิน
แต่ไม่มีใครอยากกินหัวพืชจากใต้ดินสีสันประหลาดแถมมีกลิ่นแปลกๆ
แครอทเศร้าใจมาก
ไม่มีใครเข้าใจแครอทเลย
ขณะเดียวกัน
มีฟักทองอยู่ผลหนึ่ง เป็นฟักทองกำพร้า
ฟักทองก็หาจุดมุ่งหมายในชีวิต เช่นเดียวกับแครอท
แต่ไม่มีใครกล้ากินเช่นเดียวกัน
เพราะมันเคยเป็นฟักทองวันฮัลโลวีน ซึ่งถูกแกะเป็นรูปปีศาจ
"อยากกินฉันไหม"
"ไม่ละ ฉันไม่เอาหรอก" เด็ก บางทีอาจจะเป็นคนเดิมตอบ
ฟักทองปีศาจทำหน้าเศร้าขณะเดินจากมา
ใครล่ะจะอยากกินลูกอะไรไม่รู้แข็งๆ หน้าตาประหลาด
แน่นอน วันหนึ่งฟักทองกับแครอทก็ได้พบกัน
ทั้งสองเพิ่งรู้สึกว่า มีผู้เข้าใจตนเป็นคนแรก
เข้าใจว่าตนคิดยังไง ต้องการอะไร
มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆนะ
"ซึ้ง" จริงๆ
ปาฏิหาริย์บังเกิด
ร่างกายของทั้งสองอ่อนนุ่มลง และมีกลิ่นหอมโชยมาอย่างน่าประหลาด
มีใครคนหนึ่งเดินมา หยิบแครอท กัดเข้าปากหนึ่งคำ ตามด้วยฟักทองหนึ่งคำ
แล้วกินไปเรื่อยๆจนหมด
"ซึ้งเนี่ยดีจังนะ นอกจากนึ่งข้าวเหนียวได้ นึ่งฟักทองก็อร่อย นึ่งแครอทก็อร่อย อีกต่างหาก"
โหยๆๆ ใครใจร้ายไม่กินฟักทองกับแครอท พายฟักทอง เค้กแครอท น้ำฟักทอง น้ำแครอท ฟักทองทอด ฟักทองนึ่ง แครอทนึ่ง แครอทต้ม ซุปฟักทอง ซุปแครอท ผัดฟักทอง อร่อยจะตาย!!
ว่าไปแล้วก็อยากกิน -w-
9月1日 คดีหมีพูห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2000/2543
แพ่ง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ (มาตรา 4, 6, 8, 31, 70)
งานภาพพิมพ์รูปการ์ตูนหมีพูห์ (Winnie the Pooh) ของผู้เสียหาย อันเป็นศิลปกรรมอยู่ในประเภทของงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ผู้เสียหายสร้างสรรค์จินตนาการนั้น เป็นการสร้างสรรค์จินตนาการโดยวิจักขณ์จากธรรมชาติ ซึ่งเป็นสัตว์โลกที่เรียกกันว่า “หมี” (BEAR) มาเป็นงาน ศิลปกรรมในรูปการ์ตูน สัตว์โลกที่เป็น “หมี” เป็นสัตว์ธรรมชาติที่มีชีวิตที่งดงามแปลกหูแปลกตามและแปลกไปจากสัตว์อื่น มนุษย์ทุกคนย่อมมีปรัชญาศิลปะอยู่ในตัวบ้างไม่มากก็น้อย เมื่อพบเห็นสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติก็สามารถสร้างสรรค์จินตนาการในศิลปะในลักษณะต่างๆ กันได้ เมื่อการสร้างสรรค์จินตนการภาพการ์ตูนมีที่มาจากสัตว์ธรรมชาติอย่างเดียวกันโดยการริเริ่มขึ้นเองของผู้สร้างสรรค์แต่ละคน งานศิลปกรรมดังกล่าว จึงอาจจะเหมือนหรือคล้ายกันได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการลอกเลียนแบบ ทำซ้ำกันหรือดัดแปลงงานของกันและกันแต่อย่างใด พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ มาตรา 6 วรรคสอง ไม่ได้ให้ความคุ้มครองแก่ความคิดในการสร้างสรรค์งาน การใช้ความคิดริเริ่มนำเอาความสวยงานตามธรรมชาติของสัตว์โลกมาสร้างสรรค์จินตนาการเป็นภาพการ์ตูน จึงเป็นความคิดที่กฎหมายไม่ได้ให้ความคุ้มครองเอาไว้ เพราะมิฉะนั้นจะเป็นการผูกขาดจินตนาการ หรือสุนทรียภาพในทางความคิดก่อให้เกิดผลเสียแก่มนุษยชาติ เนื่องจากจะมีผลทำให้บุคคลอื่นไม่สามารถสร้างสรรค์จินตนาการของตนเองเป็นภาพการ์ตูนจากสัตว์ธรรมชาติหรือจากสิ่งที่เป็นธรรมชาติชนิดเดียวกัน หรือประเภทเดียวกันได้ กฎหมายลิขสิทธิ์จึงคุ้มครองเฉพาะการแสดงออก ซึ่งความคิดซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขของมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ฯ
เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมภาพพิมพ์ตัวการ์ตูนรูปหมีพูห์ของผู้เสียหายโดยนำลูกโป่งที่มีภาพการ์ตูนรูปหมีพูห์ ซึ่งได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายจำนวน 4,435 ใบ ออกขาย เสนอขายแก่บุคคลทั่วไป เพื่อหากำไรและเพื่อการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้ว่ารูปหมีพูห์ดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ฟังได้ว่า ลูกโป่งจำวนดังกล่าวที่มีภาพตัวการ์ตูนรูปหมีพูห์ ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย และจำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่ารูปหมีพูห์บนลูกโป่งดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เมื่อปรากฏว่าจำเลยซื้อลูกโป่งที่มีภาพการ์ตูนหมีพูห์ ที่คล้ายภาพหมีพูห์ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายได้เพียง 4,435 ใบ จากจำนวนลูกโป่งทั้งหมดเกือบ 1,000,000 ใบ ซึ่งมีภาพการ์ตูนสัตว์หลายประเภทประปนกันนับว่าเป็นจำนวนน้อยมาก ข้อเท็จจริงมีน้ำหนักแลเหตุผลให้เชื่อได้ ดังที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยสั่งซื้อลูกโป่งมาขายแก่ลูกค้าโดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับภาพพิมพ์บนลูกโป่งจะเป็นภาพใด แต่เน้นที่สีของลูกป่ง เนื้อของลูกโป่ง ความยืดหยุ่น และลูกโป่งที่ไม่รั่วเท่านั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้ฟังได้ว่า ภาพหมีพูห์บนลูกโป่งของกลางคือ ภาพที่ได้ทำขึ้นโดยมิได้มีการริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้นเอง แต่เป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย
แม้จะฟังว่าภาพการ์ตูนหมีพูห์บนลูกโป่งของกลาง ได้มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพพิมพ์หมีพูห์ของผู้เสียหาย แต่พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมา ยังไม่พอให้ฟังได้ว่า จำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานภาพพิมพ์บนลูกโป่งของกลางนั้นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมภาพพิมพ์รูปหมีพูห์ของผู้เสียหาย แล้วจำเลยยังนำลูกโป่งที่มีภาพนั้นออกขายแก่ลูกค้าทั่วไป จำเลยจึงยังไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 31 และ 70 วรรคสอง
ที่มา http://www.lawonline.co.th/Document/d008.doc |
|
|