Jinnipar's profileजिंनिपर चोचम्नंPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    April 28

    ขยะที่ไม่ใช่ขยะ

     
     
    ตอนนี้ที่บ้าน มีของกี่ชิ้นแล้วที่ซื้อมาแล้วกลายเป็นขยะ...
     
     
     
    อย่าว่าแต่คนอื่นเลย เราเองก็เป็นแหละ 55+ เห็นของสวยๆงามๆดูแล้วน่าซื้อก็ซื้อมาโดยไม่คิดไร บางทียังไม่ได้ดูให้ทั่วเลยด้วยซ้ำ ว่ามีตำหนิอะไรมั้ย เหมาะกับเรามั้ย
     
    แล้วเป็นไงล่ะ
     
    ของที่ซื้อๆมาหลายๆอย่างก็มากองเป็นขยะน่ะสิ ขยะไม่ได้แปลว่ามันพังนะ แต่ไม่มีประโยชน์ ทิ้งไว้ให้ฝุ่นจับเล่นต่างหาก
     
    เสื้อผ้า บางทีซื้อมาก็ใส่ไม่ได้มั่ง ไม่เหมาะ ไม่สวยมั่ง
    ของบางอย่าง พอไม่ดีเท่าที่อยากให้มันเป็น หรือเท่าที่วาดภาพไว้ ก็เกิดหมดอารมณ์จะหยิบใช้(หนังสือเนี่ยตัวดีเลย บ่อยมาก-*- )
    บางอย่างตอนซื้อก็อยากได๊อยากได้ พอซื้อมาก็ถูกวางทิ้งไว้อย่างของไม่มีค่า งั้นๆ ไม่สนใจ
     
    พอไม่สนใจนานเข้า ของก็อยู่ของมัน ไม่ได้ทำให้เราชอบมันขึ้น แถมยังเก่าลงๆ เราก็พลอยไม่อยากใช้เข้าไปอีก
     
    เสียดาย...
     
    พวกของที่เสียได้ อย่างของกิน ที่ซื้อมากองๆไว้ไม่ได้กินจนเสียของไปก็มีเยอะเหมือนกัน ต้องทิ้ง อย่างดีก็แจกเด็กๆสี่ขาหน้าบ้านหลังบ้าน แต่ก็เสียดายอ่ะ บางทีก็ขนมแพงๆ กินไปชิ้นสองชิ้น ที่เหลือเสร็จเด็กๆยกแพ็ค -*-
     
    พวกของที่ไม่เสีย อย่าง เสื้อผ้า เครื่องประดับ หนังสือ ก็มากองๆรกๆให้เกะกะตาซะเปล่าๆ จะจัดก็ขี้เกียจ จะทิ้งก็เสียดาย เพราะมันยังดีๆทั้งนั้น ไม่ได้ชำรุดเสียหาย ตุ๊กตาก็กองเต็มห้องนอน ที่ซื้อมาเองบางตัวก็ตัดใจบริจาคให้เด็กไปละ(อย่างคุณแกะอ่ะ ที่ซื้อตอนทัศนศึกษา เสียดาย -*-) แต่ที่มีคนให้มาก็ยังไม่ได้เอาไปไหนหรอก สงสัยซักวันจะโดนของท่วมตายแน่ๆ -*- หนังสือก็เต็มหัวเตียงละ ของก็เต็มบ้าน ได้แต่ปลอบใจตัวเอง ซักวันอาจจะได้ไช้ 555 ของมันก็เลยกองต่อไป
     
    แล้วควรทำยังไงดี?
     
    พูดเหมือนง่ายเลย ก็แค่มีสติ คิดก่อนซื้อ ดูคุณค่า ประโยชน์ ซื้อไปจะได้ใช้มั้ย หรือแค่สวยเลยอยากได้ แล้วก็กองๆเป็นของมือสองหมดคุณค่า
     
    พยายามจะคุมใจตัวเองอยู่ แต่ยากจัง -*-
     
    ไม่ควรมาสอนชาวบ้านถ้าตัวเองทำไม่ได้สินะ
     
    ที่เหลือก็...แพ็คขยะมีค่ารกๆในบ้านลงกล่องมั้ง จะได้สะอาดตา
     
    พูดเหมือนง่ายเลย ขี้เกียจก็อย่างนึง พอมาดู ชิ้นนั้นก็เสียดาย ชิ้นนี้ก็มีประวัติ ชิ้นนั้นก็ความทรงจำ สุดท้ายก็เก็บไม่ลงซักชิ้น 555 บอกตัวเองว่าเผื่อมาดู ทั้งๆก็ไม่เคยมาดู -*-
     
    เฮ้อ...พูดเนี่ยง่ายกว่าทำชะมัดเลย
     
    ปล่อยวางๆๆๆๆๆๆ แค่พูดน่ะนะ
     
    พยายามทำอยู่ -*-
     
    ปล.มีใครเคยใส่หูแมวเข้าบีทูเอสเพื่อซื้อหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยา ความสุขในชีวิตมะ คนที่ห่อปกเค้ามองหน้าเลย เอ...เค้ามองชั้นน่ารักหรืออีนี่บ้าหว่า 555+
    ปล.2 แต่เล่มนี้ซื้อแล้วไม่เสียดายเงิน อยากได้มานานแล้วด้วย ชื่อ"เข็มทิศชีวิต" อยากอ่านมาขอยืมได้ แต่ต้องรักษาดีๆละกัน
    April 25

    If...

    ถ้าหิว จงหาของกินให้อิ่มท้อง
    แต่กินอย่างรู้คุณค่า
    เพราะอาหารดีๆไม่ได้หาง่ายๆ
     
    ถ้าง่วง จงหลับตาลงพักผ่อน
    ตัดความกังวงทิ้งไปชั่วคราว
    ฝืนไปไม่ได้มีอะไรดีขึ้นหรอก
     
    ถ้าเหงา ลองเงยหน้ามองท้องฟ้า
    มีดวงดาวมากมายเป็นเพื่อนเธอ
    เธอไม่เคยเดียวดายหรอกน่า
     
    ถ้าหนาว จงผิงไฟอันอบอุ่น
    แต่ระวังเปลวร้อนหลอมติดกาย
    เพราะไฟไม่มีชีวิต ที่รู้ผิดชอบชั่วดี
     
    ถ้าเบื่อหน่าย ลองหาอะไรทำ
    หนังสือ เพื่อนคุย งาน
    โลกนี้คงไม่สิ้นทุกๆสิ่งไปพร้อมกันหรอก
     
    ถ้าอยากร่ำรวย จงประหยัด
    ใช้เงินอย่างรู้คุณค่า มองเห็นความสำคัญ
    ถ้ามันสำคัญ เราคงไม่อยากเสียไปเพราะเรื่องไร้สาระจริงไหม
     
    ถ้าปรารถนาสิ่งใด จงทำให้ได้ด้วยตัวเอง
    ใช้ความพยายาม อดทน สมอง และหัวใจ
    เพราะของฟรีไม่มีในโลก แต่ของล้ำค่ามีอยู่จริง
     
    ถ้านอนไม่หลับ มองรอบๆตัวสิ
    บางทีเธออาจเห็นนางฟ้าแอบมาให้พรเธอฝันดี
    นางฟ้าอยู่ข้างเธอเสมอ แต่เธอเห็นรึเปล่าเท่านั้นเอง
     
    ถ้าโกรธ ดื่มน้ำเย็นนะ
    ทำใจให้เย็นเหมือนน้ำ ดับไฟร้อนในใจ
    ก่อนที่ไฟปีศาจจะเผาผลาญใจเธอย่อยยับ
     
    ถ้าลำบาก อย่าบ่นเลยนะ
    อดทนต่อไปดีกว่า
    เพราะคำพูดมันย้อนคืนไมได้
     
    ถ้าร้อน ลองเปลี่ยนบรรยากาศดู
    หาที่เย็นๆ ทำใจเย็นๆ
    โทษอากาศไปไม่ได้อะไรนี่นา
     
    ถ้าอยู่ที่สูง ลองก้มมองต่ำ
    ทิวทัศน์เบื้องล่าง งดงามรึโหดร้าย
    เธอสูงได้เพราะที่ต่ำมิใช่หรือ
     
    ถ้าอยากร้องไห้ ดูหน่อยสิว่าเพราะอะไร
    ร้องไห้ไปช่วยอะไรรึเปล่า
    หยาดน้ำตาของเธอมีค่าเกินกว่าจะหลั่งลงง่ายๆนะ
     
    ถ้ามีปัญหา ลองยิ้มให้ตัวเอง
    เอาหน้าเครียดๆนั่นออกไปเถอะ
    ยิ้มนั้นอาจทำให้ปัญหาเล็กลงนะ
     
    ถ้ารู้ว่าทำผิด ขอโทษเสียเถอะ
    บอกเขาว่าสำนึกผิด
    เพราะมิตรภาพดีๆหาไม่ได้ง่ายๆนะ
     
    ถ้าไม่อยากเจอแม่มด ก็อย่ายั่วโมโห
    คนเราโดนแม่มดปีศาจสิงได้ง่ายๆเลยล่ะ
    ถ้าขาดสติแล้วน่ะนะ
     
    ถ้าเบื่อแล้ว ก็ปิดสเปซนี้เถอะ
    ไปหาอย่างอื่นทำก็ได้
    เพราะไม่มีใครบังคับได้หรอก ถึงจะอยากให้เม้นก็ตาม
     

    เหอะๆ กลับสู่สภาพเดิมของเสปซละ หลังจาก entry ที่แล้วแอบหลุด เพราะไปอ่านเรื่องการเมืองบล็อกพี่ก้อน มันเลยติดในหัวมา 555
    *ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร ขอโทษไปก้ไม่ได้อะไรหรอกนะ เพราะคำขอโทษมีไว้ให้คนที่สำนึกผิดเท่านั้น
    **ถ้าอยากรู้อะไร ถามกันดีๆก็ได้นี่ ไม่เห็นต้องวุ่นวายทำอะไรไร้สาระเลย มีไรก็พูดตรงๆดิ
    ***Imaginary angel,mermaid breathe,original rainbow,earth dragon ส่วนผสมปรุงยา ใช้แค่อย่างละนิดเท่านั้นแหละ เอาไว้ดูอารมณ์ปัจจุบัน
    ****เราไม่เคยเห็นใครเหมือนใครนะ แต่ละคนก็คือแต่ละคน อย่ามาเหมาว่าเราทำคนนี้เหมือนคนนั้น ตัวเองนั่นแหละเหมาเอง ไม่ใช่เรา ไม่ต้องมาบอกว่าไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนพวกนั้น เพราะคุณไม่ใช่คนกำหนด และเรื่องนี้จะไม่จบง่ายๆ #ถ้ารู้ว่าพูดถึงตัวเอง ไม่ต้องมาเม้น ไม่ต้องการ#
    April 22

    the ... seller

    *คำเตือนก่อนอ่าน นี่เป็นเพียงเรื่องราวจินตนาการและความฟุ้งซ่านของคนนอนไม่หลับ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องจริงใดๆทั้งสิ้น!! (ดูเวลาที่มาอัพดิ นอนไม่หลับจริงๆนะ)
     

     
    มีเด็กสาวยากจนคนหนึ่งอยู่ในชนบททางภาคเหนือ เธอชื่อปลายอ้อ(ชื่อเหมือนนางเอกละครหลังข่าวอ่ะ 55) เธอมีอาชีพทอผ้าซิ่นขาย แต่รายได้ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เธอมีชีวิตสุขสบายนัก
     
    วันหนึ่ง ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ขณะกลับจากการขายผ้าซิ่นในตลาด เธอพบไหมพรมสีเหมือนดินกลุ่มหนึ่ง เธอเก็บมันกลับบ้านมาด้วย สมองครีเอทีฟของเธอทำให้เธอนำไหมพรมสวยงามนั้นมา"ถักซิ่น"แทนการทอที่ปกติเคยทำ
     
    ผ้าซิ่นถักจากไหมพรมสีดินเมื่อทอเป็นแผ่นผืนแล้ว ดูงดงามกว่าที่คิด ผ้าซิ่นถักนี้ได้รับความนิยมมากจนเป็นสินค้า OTOP 5 ดาว เธอตั้งแบรนด์ผ้าซิ่นถักนี้ว่า Chartinal หรือชาติแนล(คาดว่าเลียนแบบชาแนล) และจดลิขสิทธิ์การถักซิ่น ลายยอดฮิตของเธอคือ  ลายดวงดาว
     
    การถักซิ่นทำเงินให้เธอมากมาย มหาศาล ส่วนไหมสีดินปริศนานั้น แม้ว่าจะถักมากเท่าไหร่ๆ กลุ่มไหมก็ไม่ได้ลดลงเลย ราวกับเป็นผู้ให้ไม่รู้จักจบสิ้น ไม่หวังอะไรตอบแทน
     
    วันหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่งชื่อนายกระเทียมเดินทางมาพบปลายอ้อ นายกระเทียมเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเพราะเป็นเจ้าของโรงงานทำคุ้กกี้สิงคโปร์รายใหญ่ที่สุดขายประเทศ มีร้านค้าในเครือกว่า 200 สาขาทั่วประเทศ
     
    นายกระเทียมสนใจการถักซิ่นของปลายอ้อ เขาต้องการซื้อลิขสิทธิ์ทั้งหมดของชาติแนลมาทำเอง โดยยื่นขอเสนอให้เธอทำโรงงานคุ้กกี้สิงคโปร์แทน เพราะเขาเบื่อเนย น้ำตาล แป้งสาลี ที่เจอทุกๆวัน อีกทั้ง ภรรยาของเขาเป็นแฟนตัวยงของผาซิ่นชาติแนลด้วย
     
    ปลายอ้อซึ่งเบื่อการถักผ้าซิ่นทั้งวันทั้งคืน ทั้งเมื่อย ทั้งปวดตา ตกลงยินดีขาย...ไม่สิ แลกกิจการกับนายกระเทียม กล่าวคือ เธอขายลิขสิทธิ์การ"ถักซิ่น" ขาย"ชาติแนล"ทั้งหมดไป แก่เจ้าของโรงงานคุ้กกี้สิงคโปร์..คือนายกระเทียม แล้วเธอก็หันไปฝักใฝ่โรงงานคุ้กกี้
     
    เธอเห็นคุ้กกี้สิงคโปร์ดีกว่าชาติแนลซะแล้ว เพราะทำเงินได้ง่ายๆ ไม่ต้องนั่งเมื่อยทั้งวัน แค่ไปนั่งบริหาร ชี้นิ้วสั่งเป็น "คุณหญิงปลายอ้อ"
     
    ล่าสุดเห็นว่ากิจการดี ขยายสาขาไปถึงลอนดอน แล้วตั้งรกรากที่นั่นไม่กลับมา
     
    ส่วนนายกระเทียม ทำให้การถักซิ่นโกอินเตอร์ นี่เป็นป้ายหน้าโรงงานเขาแหละ
     
    "Thaksin, the Chart(inal) seller" หรือแปลเป็นไทยได้ว่า "โรงงานถักซิ่นและจัดจำหน่าย บริษัท ชาติแนล จำกัด"
     
    ปล.วงเล็บไว้ เค้าว่าเป็นเพราะฮวงจุ้ยน่ะ เสริมดวงมั้ง
     
    ส่วนไหมปริศนาน่ะหรอ ไม่ว่าจะตกเป็นของใคร ไหมสีดินก็ยังทำหน้าที่ของมันต่อไป ไม่รู้จักจบสิ้น ไม่หายไปไหน...
     
    ไม่ว่าใครจะเป็นเจ้าของก็ตาม...

    ปล.1 อ่านเล่นๆ อย่าซีเรียส นอนไม่หลับอ่ะนะ เลยมานั่งอัพ
    ปล.2 ไม่เกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองนะเออ เตือนแล้ว
    ปล.3 จัดให้คนเบื่อนางฟ้า เพราะบล็อกนี่ท่าจะเป็นแม่มดอัพ
    ปล.4 #รู้ว่ามา เม้นด้วย#
    April 20

    ถ้าเกิดโลกนี้ไม่มีวันศุกร์...

    กาลครั้งหนึ่ง...
     
    มีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ปกครองพิภพอย่างดี มีความสุขสบาย
     
    แต่แล้ววันหนึ่ง...
     
    ผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้นเสียนางอันเป็นที่รักไป...ในวันศุกร์วันหนึ่ง
     
    เขาเศร้าโศกเสียใจไม่รู้จะทำอย่างไร
     
    มนุษย์เรานั้น...เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เหตุการณ์ผิดพลาด
     
    มักจะโทษให้เป็นความผิดของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
     
    ผู้ยิ่งใหญ่คนนั้น โทษว่า...เป็นเพราะวันศุกร์
     
    วันศุกร์ทำให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายนี่ขึ้น
     
    เพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก
     
    เขาประกาศว่า โลกนี้จะไม่มีวันศุกร์อีกต่อไป...
     
    ใช่แล้ว...เขาตัดวันศุกร์ออกจากวันทั้ง7
     
    เกิดอะไรขึ้นล่ะ...
     
    เด็กที่เกิดวันศุกร์ทุกคนไม่มีวันเกิดอีกต่อไป
     
    วันหยุดเพิ่มขึ้น จากทำงาน5หยุด2 เป็นทำงาน4หยุด2
     
    การนัดหมายคลาดเคลื่อน
     
    การดูดวงทำนายทายทักล้วนผิดพลาดบิดเบี้ยว
     
    ฯลฯ แล้วแต่จะจินตนาการได้...
     
    ที่สำคัญ...
     
    เขาทำให้นางฟ้าประจำวันศุกร์ไม่มีหน้าที่
     
    จากที่เคยต้องไปอวยพรคนในวันศุกร์ ก็ไม่มีอีกต่อไป
     
    จากที่ได้ช่วยคน ก็ไม่ได้ช่วย เพราะเธอหมดอำนาจในการกระทำ
     
    .
     
    .
     
    .
     
     
    fridayangel.jpg
    .
     
     
    .
     
    .
     
    เธอลงจากสวรรค์มาพบผู้ยิ่งใหญ่คนนั้น
     
    "ได้อะไรบ้างล่ะ"
     
    เธอถาม
     
    "ไม่มีวันศุกร์แล้ว ท่านได้อะไรบ้าง"
     
    ผู้ยิ่งใหญ่ตอบว่า
     
    "ข้าจะได้ไม่ต้องรำลึกถึงวันที่ข้าเสียนางไปอย่างไรเล่า"
     
    นางฟ้าตอบกลับมาว่า
     
    "งั้นหรือ แล้วท่านหยุดยั้งความตายได้รึไง? คนไม่ตายวันศุกร์ ก็เลื่อนไปตายวันถัดๆไปอยู่ดี การทำเช่นนี้ ท่านโศกเศร้าน้อยลงหรือก็ไม่ มีแต่ทุกข์หนักขึ้นกับความวุ่นวายในโลกที่เกิดขึ้นจากการที่ วันหายไปหนึ่งวัน"
     
    "..."
     
    ผู้ยิ่งใหญ่นิ่งไป
     
    "ความทุกข์ของท่าน สาเหตุไม่ได้มาจากวันศุกร์ แต่มาจากจิตใจของท่าน ถ้ารู้จักปล่อยวาง ถ้าคิดเสียว่าทุกข์ไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ท่านจะปล่อยวางความทุกข์นั้นได้เอง"
     
    "และที่สำคัญ...ท่านลืมอะไรไปหรือไม่"
     
     
    "ท่านเกิดวันศุกร์!!!"
     
    เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อดีล่ะ -  -" สุดจะจินตนาการ
     

    *credit pic from devianart.com
     
    ปล.1 คนเขียนก็เกิดวันศุกร์ ...วันนี้วันศุกร์พอดีเลยนะ...
     
    ปล.2 คิดว่าจะจบยังไงดีล่ะ ทำนางฟ้าตกงานเนี่ยเรื่องใหญ่นา
     
    ปล.3 เครดิตภาคิณ บล็อกนี้เกิดจากที่เราไปเม้นเสปซท่าน รวมถึงที่คุยเอ็มกันด้วย^^
     
    ปล.4 ##ใครแอบมาอ่านแล้วไม่เม้น เม้นด้วย เพราะเรารู้นะว่ามาอ่าน## 
     
     ความเศร้าโศกทำให้เราพลาด หลงลืมอะไรบางอย่างไป ทั้งๆที่มันอาจจะสำคัญ แล้วความเศร้าโศกก็ไม่ได้ทำให้ได้อะไรขึ้นมา
     

    rest in peace

    ตอนแรกว่าจะมาอัพเรื่องความแตกแยก แต่อันนั้นเอาไว้เป็นเรื่องรองแล้วล่ะ ตอนนี้มีเรื่องแทรกเข้ามา
     
    บ่ายวันที่ 17 เมษายน 2550
     
    มีลูกนกแรกเกิด ยังไม่มีขน ตายังไม่ลืม ตัวใสขนาดมองเห็นอวัยวะมันได้ทั้งตัวทีเดียว ตกลงมา สันนิษฐานว่า ตกลงมาจากชายคาบ้าน ตากแดดร้อนๆอยู่ บนหัวมีแผลแตก คาดว่าไม่รอดตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
     
    เอาเข้ามาในบ้าน ทำแผลทายาที่หัว น่าเป็นห่วง ตัวเล็กเหลือเกิน
     
    ช่วงค่ำวันนั้น ถามเค้าไปทั่วว่าลูกนกแรกเกิดกินอะไร โดยหวังว่ามันจะรอด ระหว่างนั้นพี่เลี้ยงป้อนเศษขนมปังแช่น้ำ มันกินไปเล็กน้อย ร้องเสียงเบาๆเกือบตลอดเวลา
     
    มันทำให้เราลงจากห้องมาตอนเที่ยงคืน เพื่อมาดูว่า มันยังอยู่ดี เมื่อเปิดผ้าดูหน้าอกมันพองยุบเป็นจังหวะ เห็นมันยังหายใจอยู่ก็พอใจแล้ว
     
    วันที่18เมษายน
     
    หลังนอนกังวลทั้งคืน ตื่นมาก็ถามหาว่ามันเป็นยังไงบ้าง ยังมีชีวิตอยู่มั้ย รู้ว่ายังอยู่ก็เบาใจ แต่น่าเป็นห่วงีทท่มันไม่ยอมกินอะไรเลย บดกล้วยให้มัน ก็กินไปนิดเดียวเท่านั้น รวมทั้งร้องเกือบตลอดเวลา
     
    ปาฏิหาริย์จะมีจริงไหมนะ...
     
    search internet ทั้งวัน หาดูว่ามันจะกินอะไรได้ หรือทำอะไรได้กว่านี้บ้าง แต่ก็ไม่ได้อะไรเท่าไหร่
     
    ตอนกลางคืน ตัวเย็นชืด คาดว่าคงหนาว เพราะไม่มีขนปกคลุม และอ่อนแอ ย้ายมันไปไว้ข้างๆกาน้ำ คงอุ่นขึ้นนะเจ้าตัวน้อย
     
    ลงมาดูตอนเที่ยงคืนเช่นเคย
     
    วันที่ 19 เมษายน
     
    แผลที่หัวนกแห้งแล้ว เหลือแค่ว่ามันคงจะระบม และไม่กินอะไรเท่าไหร่เลย ร้องเสียงเล็กๆตลอดเวลา
     
    ก็ลงมาตอนเที่ยงคืนอีกตามเคย
     
    วันนี้...20เมษายน
     
    เห็นว่าอาการดีขึ้นแล้วแท้ๆ ตอนเช้าก็เห็นกินอะไรได้มากขึ้น
     
    เวลา บ่ายโมงครึ่ง
     
    มันจากไปแล้ว...
     
    ตัวแข็ง เย็นชืด ไม่มีร่องรอยของชีวิต
     
    ปาฏิหาริย์ไม่มี...หรือถ้ามี ก็ไม่ได้เกิดขึ้น
     
    ลาก่อนเจ้านกน้อย ที่ยังไม่มีแม้แต่ชื่อ
     
    ลาก่อนความหวัง ที่คิดว่าจะรอด
     
     
     
    แย่จริงๆ...ที่เผลอหวังอีกแล้ว ทั้งๆที่รู้แท้ๆว่าหวังแล้ว จะผิดหวังได้...
     
    แย่จริงๆ...ที่เผลอห่วงใยอีกแล้ว ทั้งๆที่รู้ว่าความห่วงใยทำให้เป็นทุกข์
     
    แย่จริงๆ...
     
    ยังดี...ที่ฉันยังไม่ได้มอบหัวใจให้เธอมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้น ฉันคงเสียใจมากกว่านี้
     
    ไม่มีแล้ว...ที่จะลุกมาเปิดผ้าดูลมหายใจของนกน้อยตอนเที่ยงคืน
     
    ไม่มี...ที่จะพะวงว่า ยังอยู่ดีมั้ย
     
    ไม่มี...น้ำตา เพราะน้ำตาไม่ได้ช่วยอะไร
     
    หลับให้สบายนะนกน้อย...ลาก่อน...ตลอดกาล
     
    3วันที่ทรมาน จบลงแล้ว...สำหรับเธอ
     
    แต่อีกกี่วันไม่รู้ สำหรับความทรมานในใจฉัน ยังมีต่อไป...
     
    rest in peace
     
    *น่าแปลก ระหว่างอัพ เพลงเข้าบรรยากาศอะไรเช่นนี้ เพลงเหงาๆของenya มาถูกจังหวะเสียจริง...
     
    **USE YOUR HEAD, NOT YOUR HEART บล็อกในนี้ ปกติจะเขียนด้วยสมอง
     
    แต่วันนี้ขอเขียนด้วยหัวใจ...
    April 17

    Music boX

     
    กล่องดนตรียังคงบรรเลงเพลงต่อไป ดังที่เคยเป็นมา...
     
    ฉันเห็นกล่องดนตรีใบนั้นบรรเลงเพลงๆนั้นมานานแสนนาน เพลงที่แสนนุ่มนวลอ่อนหวาน แต่ขาดๆหายๆ และกระท่อนกระแท่น
     
    กาลเวลาพรากความสมบูรณ์ไปจากมัน
     
    ในอดีต กล่องดนตรีแสนสวย คงเคยเป็นของรักของใครบางคน ไม่มีคนมากนักหรอกที่ยอมเสียเงินมากพอดู ไปกับของที่กินไม่ได้ ท่ามกลางภาวะแร้งแค้นและเต็มไปด้วยความหิวโดยเช่นนี้ แต่ก็ยังมีใครคนหนึ่ง มองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ดูไร้ค่า ผลตอบแทนของความจรรโลงใจ จะคุ้มค่ากับความอดโซไหมนะ ใครคนหนึ่งผู้ยอมหิวโหย แลกกับสิ่งที่ใช้ปลอบประโลมใจยามนางฟ้าหันหลังให้เช่นนี้
     
    ฉันแทบจะนึกวาดภาพใครคนนั้น กอดกล่องดนตรีนี้อย่างทะนุถนอม บรรจงไขลานอย่างอ้อยอิ่ง ด้วยมืออันอบอุ่น เงี่ยหูฟังเสียงดนตรีอันอ่อนโยนแว่วมา
     
    ยามที่ใครคนนั้นเดียวดาย กล่องดนตรีอาจช่วยซับน้ำตา ท่ามกลางความเงียบเหงาวังเวง เสียงดนตรีคลอรอบกายใครคนนั้นราวกับจะปลอบใจ
     
    ยามที่ใครคนนั้นเป็นสุข เขาหรือเธอคงเพลิดเพลินกับเพลงจากกล่องดนตรี และคงนอนหลับฝันดี ด้วยการขับกล่อมแสนหวาน
     
    ตอนนี้ กล่องดนตรีที่วางอยู่ข้างหน้าฉัน ช่างเก่าแก่ฝุ่นจับ เดียวดาย ยังคงบรรเลงเพลงต่อไปตามลานที่ถูกไข แม้เพลงจะกระท่อนกระแท่น สะดุด แต่กล่องดนตรีก็ยังบรรเลงเพลงต่อไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ว่าจะมีผู้ฟังหรือไม่ก็ตาม
     
    กล่องดนตรียังคงบรรเลงเพลงต่อไป ดังที่เคยเป็นมา...
     
     
     
     
    ฉันหยิบกล่องดนตรีขึ้นมาจากอ้อมกอดของโครงกระดูกมนุษย์ผู้หนึ่ง และสงสัยว่า กล่องดนตรีจะบรรเลงเลงอีกนานแค่ไหนกันนะ...
     
     
     
    ...จนกว่าจะหมดลานกระมัง


    สำนวนนิยายดีอ่ะ 555
    April 15

    บล็อกนี้ชื่ออะไรดีหว่า

    วนกลับมาเรื่องความรักอีกจนได้ มีคนบอกชอบอัพเรื่องนี้จัง ก็คงงั้นมั้ง มันดูเป็นเรื่องที่คนเข้าใจง่ายแต่ยาก คือเหมือนไม่มีอะไรแต่จริงๆลึกซึ้ง ลึกลับ มีหลายมุมมองดีอ่ะ
     
    แล้วก็ มันวนเวียนอยู่รอบๆตัวเรา เหมือนเจ้าแมวบางตัวแถวๆนี้ 55 นั่นแหละ เรื่องที่จะอัพวันนี้
     
     
     
     
    เคยมีคนบอกว่าความรักเหมือนผีเสื้อ เห็นอยู่ใกล้ๆราวกับจะเอื้อมถึง แต่พอเอื้อมมือไป ก็บินหายไป
     
    แต่ถ้าเป็นเรา ถ้าเปรียบความรักเป็นสัตว์ซักตัว เราว่ามันเป็นแมว (อ้างอิงจากแถวๆนี้ เช่นบนตัก -*- )
     
    ทำไมหรอ
     
    เพราะมีทั้งคนชอบแมวและไม่ชอบ รักมากๆ บ้าคลั่งเอาเป็นเอาตาย จนถึงเกลียดแมว
    เพราะวนเวียนอยู่รอบๆตัว
    ถ้าตั้งใจเรียก เวลาต้องการ จะไม่ค่อยมา
    แต่บางทีก็มาโดยไม่ได้เรียก
    พอมาแล้ว ไล่ก็ไม่ไป
    น่ารัก...แต่ร้ายกว่าที่คิด
    ชอบมองเราเป็นทาส -  -"
    บางทีเล่นๆอยู่ก็แว้งกัดขึ้นมาซะงั้น
    บางคนรักแมวเหลือเกิน แมวก็หายเอาๆ (ใช่มะเจ๊??)
    บางทีแมวก็ถูกทิ้งขว้างไร้ที่อยู่
    จู่ๆก็กระโดดมานอนบนตักแบบไม่รู้ตัว ไล่ไม่ไปด้วย
    จากข้อที่แล้ว เกลียดแมวเล็กน้อย -*-
    ถ้าแต่ขาดเจ้าแมวตัวนี้ไป โลกนี้คงขาดอะไรไปเนอะ
     
    เขียนให้คนที่มัวแต่มองหาแมวเปอร์เซีย ทั้งที่ไม่เคยเห็นตัว แมวไทยบ้านๆก็น่ารักนะเฟ้ย
    ส่วนเรา แพ้ขนแมวว่ะ 555+ แพ้เล็บแมวด้วย
     

    มะหมาฯน่ารักดีอ่ะ ไปดูมาแระ เสียดาย เจอคนไร้มารยาทนั่งข้างๆ ทำเอาเซ็ง
    April 10

    "mirror mirror on the wall, who is the fairest of them all??"

     
    "mirror
    mirror on the wall,
     who is the fairest
     of them all??"
     
     
    *photo from deviantart.com
     

    *เปลี่ยนtheme รับหน้าร้อน
    *เลือกอันนี้เพราะอยากกินไอติมสตอร์เบอรี่อย่างยิ่งยวด
    *แล้วพื้นหลังมันเหมือนหาดทราย ชายทะเล ลั้ลลา~*
    *55 ร้อนชะมัดยาด ไอติ๊มมม จาเอาไอติ๊มมมม
    **ป่วย -*- เจ็บคอ เป็นไข้มาสามวันและ คิดถึงไอติม
    **ยังไม่ตาย และคิดว่าอาการคงดีขึ้นเร็วๆนี้ -*-
    ***บ้ายาคูลท์
    April 06

    สิ่งที่พ่วงมาพร้อมความรัก

    ความหวังและความห่วง...สิ่งที่พ่วงมาพร้อมความรัก
     
    "รักน่ะดี แต่อย่าห่วงหรือหวังมากเกินไปได้มั้ย"
     
    จู่ๆก็นึกถึงเรื่องนี้ เรื่องนี้เคยถูกลบทิ้งไปแล้วตั้งแต่ยังเป็นดราฟ แต่หลังจากอารมณ์ไม่ดีและเซ็งๆ ไม่รู้คิดยังไง เลยขุดมาเขียน พร้อมกับคำว่า "เกินไป"
     
    ความรักไม่ใช่สิ่งไม่ดี ใครๆก็รู้เนอะ มันก็คือความปรารถนาดี แต่สิ่งที่พ่วงมาอย่าง
    "ความห่วง"
    และ
    "ความหวัง"
    นี่สิ...
     
    เดี๋ยวก็ถามว่า " เอ๊ะ! ความห่วงใยมันไม่ดียังไงกัน คนรักกันก็ต้องห่วงใยกันสิ"
    ประมาณนี้
     
    แต่ว่า ความห่วงใยไม่ใช่รึไง ที่ทำให้เกิดทุกข์
    แม้แต่ในพุทธพประวัติยังมีเรื่องนี้เลย แต่ไม่พูดถึงก็แล้วกัน เดี๋ยวออกทะเลไปศาสนา
    กลับเข้าเรื่องๆ
    เรื่องของเรื่องคือ เมื่อเราเป็นห่วงใครซักคน
    มันก็มาพร้อมกับความกลัว
     
     หมาไม่กินข้าว...ห่วงจัง กลัวมันไม่สบาย
    ฝนตก...ห่วงจัง กลัวเธอเปียก
    เข้านอน...กลัวเธอนอนไม่หลับ
    ไปต่างประเทศ...กลัวเขาไม่ปลอดภัย
    ฯลฯ
     
    สุดท้าย ความกลัวนั่นแหละที่ถูกมาคิดซ้ำๆ วกวนในสมอง ยิ่งรักมาก ก็ห่วงมาก คิดมาก กลัวมาก กังวลมาก แล้วก็เครียด ทุกข์ซะเปล่าๆ
    แล้วคนอื่นก็มานั่งห่วงต่อไป เป็นวงกลม สมกับที่เค้าเรียกว่า "ห่วง" จริงๆ
     
    ถ้าเป็นนางฟ้า คงจบตรงนี้ว่า
    "ไม่ต้องเป็นห่วงนักหรอก จงเชื่อมั่น ในคนเหล่านั้น"
     
    แต่ถ้าเป็นแม่มดคงบอกว่า
    "ก่อนจะห่วง เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ!"
     
    อีกเรื่องหนึ่งคือความหวัง
     
    หวังให้ลูกเรียนเก่ง
    หวังให้เขารักเรา
    หวังให้เธอกลับมา
    หวังว่าอะไรๆจะดีกว่านี้
    ฯลฯ
     
    มีหวังก็มาพร้อมๆกับผิดหวัง ระหว่างนั้น ความห่วงก็มาแทรกซึม
    ทั้งหวัง ทั้งห่วง ทั้งห่วง ทั้งหวัง
    แต่รู้บ้างมั้ย คนที่ถูกคาดหวังน่ะ แบกรับภาระอะไรบ้าง
     
    ต้องทำตัวให้หลายๆคนพอใจ ตามที่คาดหวังไว้
    ทั้งที่บางทีไม่ได้อยากทำซะหน่อย
     
    ไหนถ้าทำไม่ได้
    ก็เป็นต้นเหตุทำให้ผิดหวังอีก
     
    ซวยทั้งขึ้นทั้งล่อง -*-
     
    ผิดหวังน่ะเจ็บปวด แต่คนที่ทำให้คนสำคัญผิดหวังน่ะ เจ็บปวดกว่ารู้มั้ย
     
    จบตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวจะเครียดยาว ขี้เกียจเป็นห่วง
     
    ถ้าเป็นนางฟ้าคงจบว่า
    "ถังอย่างไร ความหวังก็เป็นสิ่งสวยงาม เป็นหลักยึดเหนี่ยวของคนที่ไม่เหลืออะไร ให้พ้นจากก้นเหว
    แม้ปลายเชือดแห่งความหวัง อาจจะว่างเปล่า ส่งให้เขาผู้นั้นร่วงลงเหวไปเจ็บอีกก็ตาม"
     
    แต่ถ้าแม่มด..
    "จะหวังอะไรก็ตามใจ แต่อย่ามาหวังอะไรจากข้าพเจ้าก็แล้วกัน ไม่งั้นอย่าหาว่าไม่เตือน!"
     
     
    April 01

    ไฮกุ [ประสาท5สัมผัส]

     
    มองดูใบไม้ปลิว
    ปลิดปลงลงแดแบเรียบดิน
    ชีวิตสิ้นแค่นั้น
     
    ฟักทองสีเหลืองอร่าม
    จะสวยสดใสมากเพียงไร
    ก็เป็นแค่ฟักทอง
     
    อยากมองดูสายลม
    แต่เห็นเพียงฝุ่นล่องลอย
    สายลมสวยงามไหม
     
    แว่วเสียงนกน้อยร้อง
    ร่าเริงเหงาหงอยหรือเจ็บปวด
    สัมผัสจากทำนอง
     
    กรุ๋งกริ๋งกระดิ่งลม
    เสียงดังกังวานแสนน่าฟัง
    ก็แค่ดินกระทบ
     
    เสียงฟ้าร้องครืนครืน
    น่ากลัวสยดสยองใจ
    หรือความสดชื่นมา
     
    กลิ่นอาหารจากเตา
    หอมหวนชวนลิ้มรสลองกิน
    สงสารคนไม่มี
     
    เหม็นเน่ากลิ่นของเสีย
    จะรังเกียจไปทำเล่า
    ก็เกิดจากตัวเอง
     
    ดอกไม้ที่เรียกหอม
    หรือใครจะเรียกว่าเหม็นฉุน
    อยู่ที่มุมมองคน
     
    หนาวนักยามฝนตก
    แต่ในใจรุ่มร้อนเป็นไฟ
    เธอจะหนาวไหมนะ
     
    ก้อนหินแสนแข็งแกร่ง
    กับดินเหนียวนุ่มละมุนมือ
    มันต่างกันอย่างไร
     
    มีดบาดมือเลือดไหล
    เจ็บปวดแต่ไม่ถึงมากมาย
    ไม่เท่าใจถูกกรีด
     
     
    พริกเผ็ดในอาหาร
    อร่อยหรือทรมานปาก
    ทั้งชอบทั้งไม่ชอบ
     
    ความรักคือรสหวาน
    แต่เจือขมผสมปนเป
    เหมือนช็อกโกแลตไง
     
     
     
      กาแฟไร้น้ำตาล
    ทำไมถึงได้แสนจะหวาน
    คงเพราะใจคนกิน

    *ไฮกุ คือ กลอนของญี่ปุ่น ฉันทลักษณ์คือ ไม่จำเป็นต้องสัมผัสคล้องจองกัน มี 3 บรรทัด บรรทัดแรก มี 5 พยางค์ บรรทัดที่ 2 มี 7 พยางค์ บรรทัดสุดท้ายมี 5 พยางค์ ไฮกุต้องมีความงามของการอธิบายให้เห็นภาพ เกี่ยวกับเรื่องใดๆก็ได้
     **รูปทั้งหมดจาก deviantart.com
    ***เบื่อจัด เริ่มจะเป็นศิลปินแล้วมั้ง เหอะๆ
     
    แถมๆ
     
    กลมกลิ้งเกลี้ยงหรือเบี้ยว
    สีสวยสดใสหรือสีเทา
    โลกนี้เป็นเช่นไร